เลือกภาษา

ประวัติความเป็นมา

ประวัติความเป็นมา

ประเทศไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาสู่ระบบ ประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2475 พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารทางคณะรัฐมนตรี อำนาจตุลาการทางศาลและอำนาจ นิติบัญญัติทางรัฐสภา

          รัฐสภาเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ด้านนิติบัญญัติ มีสมาชิกรัฐสภาประกอบด้วยสมาชิก วุฒิสภา และสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร เป็นผู้ดำเนินการภายใต้ขอบเขตและวิธีการที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติใน ราชการเทียบเท่าระดับกรมอยู่ 2 หน่วยงาน คือ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา มีหน้าที่สนับสนุนภารกิจหลักด้านธุรการ วิชาการ และส่งเสริมการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย ที่ผ่านมายังอยู่ในระดับที่ต้อง พัฒนากันอีกมาก เนื่องจากหน่วยงานทั้งสองยังไม่สามารถส่งเสริมให้เกิดความรู้ความเข้าใจ ทางการเมือง การปกครองระบอบ ประชาธิปไตยในหมู่สมาชิกพรรคการเมือง เจ้าหน้าที่พรรคการเมือง เจ้าหน้าที่องค์กรเอกชน ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน นักเรียนและนักศึกษาทั่วไป ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประชาธิปไตย

 

          จากสาเหตุข้างต้น สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งจึงได้เริ่มศึกษารายละเอียดของการดำเนินงานดังกล่าวนี้ และพบว่าการ เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยยังไม่ได้กระจายไปสู่กลุ่มเป้าหมายต่างๆ เพราะงานด้านนี้มักเป็นเพียงโครงการย่อย ที่จัดแฝงไว้ในงบประมาณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สมาชิกรัฐสภาคณะนี้จึงเห็นเป็นการสมควร อย่างยิ่งที่จะจัดตั้งหน่วยงานขึ้นเพื่อรับผิดชอบการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับประชาธิปไตยโดยเฉพาะ อีกทั้งเป็นการแบ่งเบา ภารกิจหลักของสำนักงาน คือ งานบริหารทั่วไป การประชุม การพิมพ์ ตลอดจนการประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ บุคคลากร และงบประมาณจำนวนมากได้อย่างเต็มที่ และยังมีความประสงค์ที่จะแยกเอางานด้านวิชาการกับการพัฒนา ประชาธิปไตยออกจากกันอย่างชัดเจน

 

          ดังนั้น ในวโรกาสครบรอบ 100 ปี วันพระราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ แก่ปวงชนชาวไทยได้เวียนมาบรรจบเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2536 ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภาในขณะนั้น จึงได้มีคำสั่งรัฐสภาที่ 12/2536 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2536 แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา ความเป็นไปได้ในการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมี นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา รองประธานสภาผู้แทน ราษฎรในขณะนั้น เป็นประธานกรรมการพิจารณากำหนดรูปแบบและพิจารณา ความเป็นไปได้ในการให้สถาบันนี้สามารถดำเนิน กิจการได้ในปี พ.ศ. 2537 ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2537 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อจัดทำโครงร่างงบประมาณแผนงานการจัดตั้ง และกำหนดชื่อสถาบัน และได้เดินทางไปดูกิจการศึกษาเผยแพร่ ประชาธิปไตยที่ประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน พร้อมทั้งได้จัดทำรายงานผลการศึกษาโครงการจัดตั้งสถาบันพระปกเกล้า เสนอ ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 และในวันเดียวกันได้มีคำสั่งรัฐสภาที่ 5/2537 ตั้งคณะกรรมการพิจารณาจัดตั้งสถาบันพัฒนาประชาธิปไตยขึ้นในรัฐสภา และได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ให้เชิญพระนามของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ มาเป็นชื่อของสถาบัน และให้ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า "King Prajadhipok's Institute" ต่อมา ศาสตราจารย์มารุต บุนนาค ประธานรัฐสภา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการข้าราชการฝ่ายรัฐสภา ได้มีประกาศรัฐสภาเรื่องแบ่งส่วนราชการสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร (ฉบับที่ 5) เมื่อวันที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2538 ให้จัดตั้งสถาบันพระปกเกล้าขึ้นเป็นส่วนราชการระดับกอง สังกัดสำนัก งานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมีหน้าที่ความรับผิดชอบเกี่ยวกับการจัดฝึกอบรม สัมมนา การจัดประชุมวิชาการเกี่ยวกับการปกครองระบอบประชาธิปไตย และการปฏิบัติงานของฝ่ายนิติบัญญัติ การจัดทำเอกสารและสื่อการสอน ตลอดจนเทคโนโลยีด้านการฝึกอบรม งานเตรียมการปรับปรุงสถาบันพระปกเกล้า เป็นหน่วยงานระดับกรมและปฏิบัติงานอื่นตามที่ได้รับมอบหมาย การดำเนินการของสถาบันให้อาศัยระเบียบการบริหารการศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2538 เป็นหลัก โดยมีคณะกรรมการ 2 คณะ คือ คณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการวิชาการสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดูแล

 

          ในการดำเนินงานเพื่อยกฐานะสถาบันพระปกเกล้าจากหน่วยงานระดับกอง สังกัดสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้มีคำสั่งที่ 1/2538 เรื่องแต่งตั้งคณะอนุกรรมการเพื่อยกฐานะสถาบันพระปกเกล้าเป็นกรม ลงวันที่ 23 มีนาคม 2538 โดยมี นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะอนุกรรมการ

 

          ต่อมาในการประชุมร่วมกันระหว่างคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า และคณะกรรมการวิชาการสถาบันพระปกเกล้า ครั้งที่ 1/2540 วันที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2540 ได้มีมติให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการฯ ไปศึกษาปรับปรุงโครงสร้างและกรอบ อัตรากำลัง ตลอดจนภาระหน้าที่ ทิศทางของกิจกรรมที่จะมีขึ้นต่อไป และได้มีคำสั่งคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า ที่ 1/2540 เรื่อง แต่งตั้งคณะอนุกรรมการสถาบันพระปกเกล้าเพื่อพิจารณาจัด ทำโครงสร้างและกรอบอัตรากำลังของสถาบัน พระปกเกล้าใหม่ ทั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับหน้าที่ที่กำหนดในระเบียบรัฐสภา ว่าด้วยการบริหารการศึกษาสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. 2538 และให้นำเสนอคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้าพิจารณาต่อไป ซึ่งคณะอนุกรรมการสถาบันพระปกเกล้าได้เสนอ ประธานคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้าว่าเห็นสมควรดำเนินการ ปรับสถานภาพและโครงสร้างสถาบันพระปกเกล้าให้มีฐานะ เป็นนิติบุคคลในการกำกับดูแลของรัฐสภา ซึ่งประธานคณะกรรมการ สถาบันพระปกเกล้าเห็นชอบให้ดำเนินการ มีขั้นตอนดังน

1. จัดการสัมมนาพิจารณาปรับโครงสร้างและสถานภาพของสถาบัน 

2. จัดทำโครงการปรับสถานภาพและโครงสร้างสถาบันพระปกเกล้าและเสนอต่อคณะกรรมการสถาบันพระปกเกล้า
3. ยกร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า
4. เสนอร่างพระราชบัญญัติต่อประธานรัฐสภา

 โดยเริ่มดำเนินการตามขั้นตอนข้างต้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กรกฎาคม พ.ศ. 2540

           สำหรับการจัดทำร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาได้มีคำสั่งรัฐสภาที่ 40/2540 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ลงวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2540 โดยมี นายโสภณ เพชรสว่าง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 เป็นประธานกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการได้ดำเนินการยกร่าง พระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า ตามหลักการที่สถาบันพระปกเกล้าให้ความเห็นชอบ

            มีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้าในวาระที่ 1 ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 20 ปีที่ 2 ครั้งที่ 5 (สมัยประชุมสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2540 โดยมีผู้เสนอถึง 4 ฉบับ ที่ประชุมมีมติรับหลักการ แห่งร่างพระราชบัญญัติทั้ง 4 ฉบับ โดยถือเอาร่างฉบับที่เสนอโดย ดร.วินัย ตันศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ กับคณะเป็นหลักในการพิจารณาและมีมติรับหลักการในวาระที่ 3 ในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 ปีที่ 2 ครั้งที่ 27 (สมัยประชุมสามัญทั่วไป) วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2541

           ต่อมาร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของวุฒิสภา (สมัยสามัญทั่วไปครั้งที่ 13/2541 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2541) ในวาระที่ 1 วุฒิสภามีมติเห็นชอบรับหลักการ และผ่านวาระที่ 2 และ 3 ในการประชุมวุฒิสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2541 โดยมีการแก้เพียงเล็กน้อย และส่งร่างให้กับสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาอีกครั้ง

          และในคราวประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 ปีที่ 2 ครั้งที่ 6/2541 (สมัยสามัญนิติบัญญัติ) เมื่อวันพุธที่ 15 กรกฎาคม 2541 ที่ประชุมได้ให้ความเห็นชอบกับร่างพระราชบัญญัติสถาบันพระปกเกล้า พ.ศ. ... ตามที่วุฒิสภาแก้ไขเพิ่มเติม และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นกฎหมาย ซึ่งประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 155 ตอนที่ 57 ลงวันที่ 4 กันยายน 2541 มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 5 กันยายน 2541 เป็นต้นไป โดยมีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภาเป็นประธานสภาสถาบันพระปกเกล้าคนแรกและมีศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนแรก ( 2 มกราคม 2542 - 4 มกราคม 2546) ศาสตราจารย์พิเศษนรนิติ เศรษฐบุตร เข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนที่สอง ในขณะนั้น ( 5 กุมภาพันธ์ 2546 - 15 พฤศจิกายน 2549 ) และศาสตราจารย์ ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าอีก 2 วาระ (22 ธันวาคม 2549 - 21 ธันวาคม 2553 และ22 ธันวาคม 2553 - 21 ธันวาคม 2557) และปัจจุบันเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้าคนปัจจุบันได้แก่ รองศาสตราจารย์วุฒิสาร ตันไชย

 

เมนูย่อย