จากคลองแม่ข่า…สู่ลำน้ำแม่กลาง บทเรียนการขับเคลื่อนนโยบายจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วม โดยศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดเชียงใหม่
วันที่ 29-30 มิถุนายน 2569 สำนักส่งเสริมการเมืองภาคพลเมือง สถาบันพระปกเกล้า โดย ดร.จารุวรรณ แก้วมะโน นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญ และ นายนวกานต์ แท่งทอง ได้ลงพื้นที่จัดเวทีสัมมนาถอดบทเรียน ภายใต้หัวข้อ “แนวทางการผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสู่นโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม” กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะของภาคประชาชน โดยมุ่งแลกเปลี่ยนประสบการณ์และสังเคราะห์องค์ความรู้จากการดำเนินงานของศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ เพื่อค้นหากลไกและปัจจัยความสำเร็จในการเปลี่ยน “ปัญหาและความต้องการของชุมชน” ให้กลายเป็น “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” ที่ได้รับการตอบสนองจากภาครัฐและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ในสังคม
ในการนี้ คณะผู้วิจัยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ศักดา ศิลประสิทธิ์ ประธานกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดเชียงใหม่ และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ จอมภักดี รองประธานกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ผู้ริเริ่มการขับเคลื่อนโครงการฟื้นฟูคลองแม่ข่า พร้อมด้วยกรรมการศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง นักเรียนพลเมืองจังหวัดเชียงใหม่ และผู้แทนจากภาคีเครือข่ายในพื้นที่ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์และถอดบทเรียน โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคศาสนา ภาคประชาชน ภาคประชาสังคม และภาคเอกชน อาทิ รองนายกเทศมนตรีเมืองดอนแก้ว โรงเรียนเทศบาลจอมทอง วัดพระนอนขอนม่วง เครือข่ายรักษ์แม่ข่า มูลนิธิพัฒนาบทบาทสตรีภาคเหนือ สมาคมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจอมทอง องค์กรผู้ใช้น้ำลุ่มน้ำแม่กลาง และมูลนิธิ วาย.เอ็ม.ซี.เอ. เพื่อการพัฒนาภาคเหนือ รวมถึง Mr. Alejandro Saez นักศึกษาปริญญาโทจากประเทศสหรัฐอเมริกา ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและประสบการณ์ เพื่อนำไปสู่การสังเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จและกลไกความร่วมมือที่เอื้อให้ภาคประชาชนสามารถขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะและผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม
ผลการถอดบทเรียนสะท้อนให้เห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่สุดของการผลักดันนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชนมิใช่การมีข้อ ‘เรียกร้อง’ ต่อภาครัฐ หากแต่อยู่ที่การสร้าง ‘พลังร่วม’” ของชุมชนให้เกิดการตระหนักรู้และลงมือแก้ไขปัญหาด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง กรณีคลองแม่ข่าเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า หากประชาชนริมคลองยังคงต่างคนต่างอยู่ ขณะที่คนหนึ่งฟื้นฟูแต่อีกคนกลับยังคงสร้างปัญหา การเปลี่ยนแปลงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดเชียงใหม่ จึงเริ่มขับเคลื่อนประเด็นการฟื้นฟูคลองแม่ข่าตั้งแต่ปี 2550 โดยสร้างความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในกิจกรรม ‘วิศวะบำเพ็ญ’ ร่วมกับสถาบันศาสนา และเครือข่ายชุมชน ภายใต้การนำของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.วสันต์ จอมภักดี กระทั่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดของผู้คน และทำให้ภาครัฐเกิดความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาสนับสนุน ตามมาด้วยการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนและการจัดตั้งกลไกความร่วมมือเพื่อดูแลคลองแม่ข่าอย่างเป็นระบบ
ความสำเร็จดังกล่าวได้ถูกต่อยอดสู่การขับเคลื่อนการบริหารจัดการลุ่มน้ำแบบมีส่วนร่วมในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่กลาง อำเภอจอมทอง ซึ่งประสบทั้งปัญหาน้ำป่าไหลหลากในฤดูฝนและการขาดแคลนน้ำในฤดูแล้ง โดยศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ใช้กระบวนการ ‘โรงเรียนพลเมือง’ เป็นพื้นที่ให้ชุมชนร่วมกันคิดวิเคราะห์ปัญหาและพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบาย กระทั่งได้ข้อเสนอการ ‘ผันน้ำจากลำน้ำแม่กลางเข้าสู่อ่างเก็บน้ำห้วยตองตึง’ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บน้ำในพื้นที่ โดยนักเรียนพลเมืองใช้โอกาสลงสำรวจพื้นที่ของกรมทรัพยากรน้ำ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2567 ยื่นข้อเสนอเชิงนโยบายดังกล่าว โดยการสนับสนุนจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และการประสานงานของศูนย์พัฒนาการเมืองภาคพลเมืองในการผลักดันและติดตามความคืบหน้าของข้อเสนอดังกล่าวอย่างใกล้ชิด กระทั่งกรมทรัพยากรน้ำเห็นความสำคัญในการสำรวจและศึกษาศักยภาพแหล่งน้ำในพื้นที่ลำน้ำแม่กลาง ด้วยงบประมาณ 18 ล้านบาท ซึ่งจะดำเนินการในปีงบประมาณ 2569 ต่อไป
ข้างต้นแสดงให้เห็นว่า การผลักดันนโยบายสาธารณะที่มีประสิทธิภาพนั้นไม่เพียงแต่การตั้งต้นจากปัญหาที่ประชาชนเผชิญอยู่จริงเท่านั้น แต่ต้องมาพร้อมกับการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรมบนฐานของข้อมูลและทางออกที่ชัดเจนเพื่อสร้างทางเลือกที่มีพลังและสร้างความมั่นใจให้แก่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าวสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมหรือผลักดันสู่นโยบายสาธารณะต่อไปในอนาคต









