สถาบันพระปกเกล้า ลงนาม MOU ร่วมกับวุฒิสภา และมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์ฯ ขับเคลื่อนการทบทวนกฎหมายหลังบังคับใช้ เสริมความเข้มแข็งงานนิติบัญญัติไทย
วันที่ 19 มกราคม 2569 เวลา 13.30 น. สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคม และกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และความหลากหลายทางสังคม วุฒิสภา และมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประจำประเทศไทย จัดพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ความร่วมมือทางวิชาการและการจัดกิจกรรม ภายใต้โครงการ “ทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะกรรมาธิการภายหลังการบังคับใช้กฎหมาย (Post-Legislative Scrutiny: PLS)” ณ ห้องประชุม 408 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา
พิธีลงนามในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อยกระดับกระบวนการติดตาม และประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายภายหลังการบังคับใช้ ให้เป็นกลไกสำคัญในการเสริมประสิทธิภาพการทำงานของคณะกรรมาธิการในรัฐสภา และสนับสนุนการพัฒนากฎหมายบนฐานขององค์ความรู้ หลักฐานเชิงประจักษ์ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อประชาชน
โอกาสนี้ นายภูมินทร ปลั่งสมบัติ ที่ปรึกษาเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้กล่าวแสดงความสำคัญของความร่วมมือว่า การดำเนินงานด้าน PLS ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนารัฐสภาไทยให้เป็นสถาบันนิติบัญญัติที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายมากกว่าปริมาณ โดยสถาบันพระปกเกล้าจะทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัยเชิงนโยบาย และเครื่องมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมาธิการให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและสอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล
ภายในพิธีได้รับเกียรติจาก
- นางวราภัสร์ ไพพรรณรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมฯ วุฒิสภา กล่าวเปิดโครงการ
- นางสาวเกศชฎา พรหมจรรย์ ผู้อำนวยการมูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย ประจำประเทศไทย กล่าวแสดงเจตนารมณ์ความร่วมมือ และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างทั้งสามหน่วยงานอย่างเป็นทางการ
และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจร่วมกันระหว่างทั้งสามหน่วยงานอย่างเป็นทางการ
ความร่วมมือภายใต้ MOU ฉบับนี้ครอบคลุมการดำเนินงานด้านวิชาการ งานวิจัย การพัฒนาองค์ความรู้ การแลกเปลี่ยนทรัพยากร และการจัดกิจกรรมทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างศักยภาพคณะกรรมาธิการและบุคลากรฝ่ายสนับสนุนของรัฐสภา โดยเฉพาะในประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มเปราะบางและความหลากหลายทางสังคม
ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับระบบนิติบัญญัติของไทยให้สามารถเรียนรู้จากผลลัพธ์ของกฎหมาย และนำบทเรียนไปใช้พัฒนานโยบายและกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและสังคมไทยโดยรวม








