ยุบสภา ยังไงต่อ?
ภายหลังการเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2568 ลงวันที่ 12 ธันวาคม 2568 ส่งผลให้สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลง และคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม แม้จะพ้นจากตำแหน่งแล้ว คณะรัฐมนตรีจะยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปในฐานะรักษาการจนกว่าฝ่ายบริหารจะได้คณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทน
ภายใน 5 วันหลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องประกาศกำหนดวันเลือกตั้งทั่วไป โดยวันเลือกตั้งจะต้องอยู่ภายในกรอบเวลา 45-60 วัน นับตั้งแต่ที่พระราชกฤษฎีกายุบสภาฯบังคับใช้ เมื่อผนวกเข้ากับธรรมเนียมปฏิบัติที่จะมีการเลือกตั้งในวันอาทิตย์ จึงส่งผลให้วันที่มีโอกาสถูกกำหนดให้กลายเป็นวันเลือกตั้งต่อไปนั้น ได้แก่ วันที่ 25 มกราคม 2569, วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569, และ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 วันใดวันหนึ่งข้างต้น
ถัดมา ภายใน 25 วันหลังจากยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต.จะเปิดรับสมัคร สส.แบบแบ่งเขต และ สส.แบบบัญชีรายชื่อ รวมถึงเสนอชื่อบุคคลที่จะมาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคการเมือง เป็นจำนวนไม่เกิน 3 คน ต่อพรรค หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง จัดเวทีปราศรัย ติดตั้งป้าย/สื่อหาเสียง เพื่อจะนำไปสู่กระบวนการการเลือกตั้งต่อไป
เมื่อถึงช่วงเวลา 45-60 วันหลังจากการยุบสภาผู้แทนราษฎร กกต.จัดการเลือกตั้งทั่วไปตามวันที่เคยได้ประกาศไว้ก่อนหน้า ด้วยกติกาการเลือกตั้งแบบเดิมกับในการเลือกตั้งครั้งก่อน (บัตรสองใบหมายเลขไม่ตรงกัน) โดยก่อนการเลือกตั้งทั่วไป 7 วัน กกต.จะจัดให้มีการเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขต นอกเขต และเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร สำหรับคนไทยในต่างประเทศด้วย
งบประมาณ ยังไงต่อ?
เมื่อมีการยุบสภาและเผยแพร่พระราชกฤษฎีกายุบสภาผู้แทนราษฏร พร้อมกับการมีรัฐบาลรักษาการ โดยทั่วไปมักเกิดความกังวลว่ารัฐบาลจะออกนโยบายหรือมาตรการผูกพันบางประการ เพื่อใช้หาเสียงในระหว่างเลือกตั้ง
แต่ในเป็นจริง รัฐบาลรักษาการมีอำนาจในการใช้เงินงบประมาณที่จำกัด และไม่สามารถริเริ่มโครงการใดๆ เกี่ยวกับด้านงบประมาณ ยกเว้นโครงการที่ดำเนินมาก่อน เช่น ปัญหาชายแดน การช่วยเหลือเยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วม เป็นต้น
นอกจากนี้ เพื่อให้การเลือกตั้งสามารถดำเนินไปได้อย่างเป็นธรรม โดยที่รัฐบาลจะไม่สามารถใช้เงินงบประมาณในการหาเสียงได้ การดำเนินการใช้งบต่าง ๆ โดยรัฐบาลรักษาการจำเป็นต้องมีการสอบถามและได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.)
รัฐธรรมนูญ ยังไงต่อ?
ในปัจจุบันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในวาระ 2 และอยู่ในกระบวนการพิจารณารายมาตรา ซึ่งในวันที่ 11 ธันวาคม 2568 รัฐสภามีมติไม่เห็นด้วยกับการตัดอำนาจ สว.ในการให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีมติ 329 ต่อ 302 เสียง ซึ่งการคว่ำมติการตัดอำนาจ สว. นี้เป็นเหตุตั้งต้นของการยุบสภาในวันที่ 12 ธันวาคม 2568
เหตุสำคัญเกิดจากถกเถียงในประเด็นมาตรา 256/28 กำหนดให้มติเห็นชอบของรัฐสภา “ต้องได้เสียง ‘เกินกึ่งหนึ่ง’ ของสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้ง 2 สภา” เท่ากับว่า การผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาศัยเสียงสมาชิกรัฐสภา 351 คน จากทั้งหมด 700 คน (สส. 500 คน สว. 200 คน) โดยไม่มีเงื่อนไขต้องได้คะแนนเห็นชอบ “ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3” ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา หรือ 67 คน จากทั้งหมด 200 คน สว. กลุ่มหนึ่งให้ความเห็นว่า การลดทอนอำนาจส่วนนี้ของ สว. จะเป็นการเปิดทางให้เกิดเผด็จการเสียงข้างมาก และ สว. ควรจะมีบทบาทในฐานะ “เบรกนิรภัย” ของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่างไรก็ตามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญนี้ยังสามารถนำมาพิจารณาใหม่ได้ในสมัยสภาหลังการเลือกตั้ง หากคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่ประชุมรัฐสภาครั้งแรก แต่ถ้าไม่มีกระบวนการดังกล่าว ร่างดังกล่าวก็จะเป็นอันตกไปตามมาตรา 147 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เนื่องจากยังไม่ผ่านวาระ 3
