27 มกราคม 2569 สำนักนวัตกรรมประชาธิปไตยเพื่อความยั่งยืน สถาบันพระปกเกล้า ร่วมกับ อนุกรรมาธิการศาสนา คุณธรรม และจริยธรรม ของวุฒิสภา และมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติฮันกุก (Hankuk University of Foreign Studies – HUFS) จัดเวทีสัมมนาวิชาการ “Soft Power & Institutional Capacity-Building” เปิดพื้นที่เพื่อเพิ่มขีดความสามารถ พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบทเรียนการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย–เกาหลี ณ อาคารรัฐสภา
การสัมมนาดังกล่าวมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนมุมมอง พร้อมถอดบทเรียนการขับเคลื่อน Soft Power ผ่านมิติทางวัฒนธรรม ศาสนา และโครงสร้างเชิงสถาบัน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาประเทศ โดยหยิบยกประสบการณ์ของสาธารณรัฐเกาหลีที่ประสบความสำเร็จในการสร้างอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ควบคู่กับระบบสนับสนุนเชิงนโยบายและสถาบันที่เข้มแข็ง มาเป็นกรณีศึกษาเปรียบเทียบกับบริบทของประเทศไทย
รองศาสตราจารย์ ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่าการสัมมนาครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อวางรากฐานองค์ความรู้เชิงนโยบาย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของประเทศในระยะยาว ด้านนางเอมอร ศรีกงพาน ประธานคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์บนรากฐานด้านศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการติดตามและขับเคลื่อนนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของสถาบันทางสังคมในระยะยาว
ในการสัมมนาครั้งนี้ Professor Bongchul Kim จากมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติฮันกุก ได้นำเสนอที่มาและวัตถุประสงค์ของโครงการวิจัยความร่วมมือระหว่างสถาบันพระปกเกล้าและมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติฮันกุก ซึ่งมุ่งพัฒนาองค์ความรู้เชิงนโยบายด้านวัฒนธรรมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผ่านการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างประเทศไทยและสาธารณรัฐเกาหลี
ภายในงานมีการบรรยายโดย รองศาสตราจารย์ ดร.จอมพล พิทักษ์สันตโยธิน จากมหาวิทยาลัยการศึกษานานาชาติฮันกุก ถ่ายทอดบทเรียนการพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของเกาหลี และการบรรยายโดย นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม วุฒิสภา ซึ่งสะท้อนบทบาทของคุณค่าและจริยธรรมทางศาสนากับการพัฒนาวัฒนธรรมร่วมสมัย
นอกจากนี้ ยังมีการเสวนาร่วมโดย Mr. Steve Lim ผู้ก่อตั้ง Sabai Run Club และนักวิจัยจากสองสถาบัน ได้แก่ นางสาวภาริณ จารุทวี, Dr. Jevon Dixon และ Dr. Minsub Shim เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการพัฒนาโครงสร้างเชิงสถาบัน ระบบนิเวศอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และความสำคัญของความหลากหลายทางวัฒนธรรมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ
การจัดสัมมนาครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการขยายกรอบและยกระดับการอภิปรายจากการมุ่งสร้างภาพลักษณ์ทางวัฒนธรรม ไปสู่การวางรากฐานเชิงนโยบายและเชิงสถาบันอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทยในอนาคต












